เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปี ของการพบโรคเอดส์ครั้งแรกอย่างเป็นทางการในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี พ.ศ.2524 ในวันที่ 5 มิถุนายน 2554 ที่ผ่านมา โครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ (Joint United Nations Programme on HIV/AIDS) หรือ UNAIDSได้ออกรายงานฉบับหนึ่งมีชื่อว่า "AIDS at 30: Nations at the crossroads" รายงานดังกล่าวระบุว่าในระหว่างปี พ.ศ.2544-2552 อัตราของผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ป่วยเอดส์ รายใหม่ทั่วโลกลดลงเกือบ 25% โดยเฉพาะในอินเดียมีอัตราการลดลงของจ านวนผู้ป่วยเอดส์รายใหม่ มากกว่า 50% และ 35% ในแอฟริกาใต้ ซึ่งทั้งอินเดียและแอฟริกาใต้เป็นประเทศที่มีผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี จ านวนมากที่สุดของทวีปเอเชียและแอฟริกาตามล าดับ แม้อัตราของผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ทั่วโลกจะ ลดลง แต่จ านวนผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลกยังคงมีอยู่สูงมาก กล่าวคือ ราว ๆ 7,000 ราย/วัน รายงานดังกล่าวของ UNAIDSระบุว่า ราว ๆ 26% ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ๆ ทั้งหมด เป็น ผู้หญิงอายุ 15-24 ปี และการติดเชื้อเอชไอวี หรือโรคเอดส์ เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตของสตรีวัยเจริญ พันธุ์ รายงาน "AIDS at 30: Nations at the crossroads" ของ UNAIDS ระบุว่า นับตั้งแต่มีรายงานการพบ โรคเอดส์เป็นครั้งแรกเมื่อ 30 ปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ไปแล้วจ านวนเกือบ 30 ล้าน คนทั่วโลก (25-33 ล้านคน) และประมาณการว่าปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ป่วยเอดส์ราว ๆ 34 ล้านคน (30.9-36.9 ล้านคน) “ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าที่ส าคัญในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ๆ ใน เด็ก เนื่องจากสตรีที่ติดเชื้อเอชไอวีและได้รับยาต้านไวรัสในระหว่างตั้งครรภ์ คลอดบุตร และช่วงให้นมลูก มีจ านวนมากขึ้น โดยผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ๆ ที่เป็นเด็กในปี พ.ศ.2552 มีจ านวนน้อยกว่าในปี พ.ศ.2544 ถึง 26%” รายงานดังกล่าวของ UNAIDSระบุในปี พ.ศ.2552 มีจ านวนทารกที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับการติดเชื้อ เอชไอวี ชุดตรวจ hiv หรือการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูก ราว ๆ 370,000 คนทั่วโลก ซึ่งเกือบทั้งหมดเกิดขึ้นในกลุ่ม ประเทศที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮาราในทวีปแอฟริกา ขณะที่การรักษาหรือการเข้าถึงยาที่ จ าเป็นส าหรับผู้ป่วยเอดส์ รายงานดังกล่าวของ UNAIDS ระบุว่า จนถึง ณ สิ้นปี พ.ศ.2553 ผู้ป่วยเอดส์ จ านวนราว ๆ 6.6 ล้านคน ในประเทศที่ก าลังพัฒนาทั้งหลาย ได้รับยาต้านไวรัส (antiretroviral therapy) ซึ่ง เป็นจ านวนที่เพิ่มขึ้นมากกว่าเกือบ 22 เท่าเมื่อเทียบกับจ านวนผู้ป่วยเอดส์ที่ได้รับยาต้านไวรัสในปี พ.ศ.2544 โดยเฉพาะในปี พ.ศ.2553 มีผู้ป่วยเอดส์ที่เริ่มได้รับยาต้านไวรัสเป็นจ านวนถึง 1.4 ล้านคนทั่วโลก ซึ่ง เป็นจ านวนผู้ป่วยเอดส์ที่เข้าถึงยาต้านไวรัสมากกว่าในทุก ๆ ที่ผ่านมา และจนถึง ณ สิ้นปี พ.ศ.2553 ที่ผ่าน มาเช่นกัน มีเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับยาต้านไวรัสจ านวนมากกว่า 420,000 คน ซึ่งเป็นจ านวนที่เพิ่มขึ้น ม า ก ก ว่ า 5 0 % ข อ ง จ า น ว น เ ด็ ก ที่ ติ ด เ ชื้ อ เ อ ช ไ อ วี ที่ ไ ด้รั บ ย า ต้ า น ไ ว รั ส ใ น ปี พ . ศ . 2 5 5 1 อย่างไรก็ตาม รายงาน "AIDS at 30: Nations at the crossroads" ของ UNAIDSระบุว่ายังมีช่องว่าง ของการเข้าถึงยาต้านไวรัสอยู่มาก กล่าวคือ จนถึง ณ สิ้นปี พ.ศ.2553 มีผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี หรือผู้ป่วยเอดส์ ที่จ าเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเป็นจ านวนถึงประมาณ 9 ล้านคน แต่ผู้ป่วยเหล่านี้กลับไม่ได้ รับยาต้านไวรัส ด้านการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี รายงานดังกล่าวของ UNAIDS ระบุว่า อัตราผู้ป่วยติด เชื้อเอชไอวี หรือผู้ป่วยเอดส์ รายใหม่ ๆ ที่ลดลงค่อนข้างมากนั้น เป็นผลมาจากความพยายามในการรณรงค์ ป้องกัน โดยเฉพาะการส่งเสริมพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยในหมู่หนุ่มสาว อย่างไรก็ตาม พบว่า วัยรุ่นสาวแค่ 49% ที่มีความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยจากการใช้ถุงยางอนามัยในการป้องกันการติดเชื้อเอช ไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์ ขณะที่ชายหนุ่ม 74% รับรู้ในเรื่องนี้ พร้อมกันนี้ รายงาน "AIDS at 30: Nations at the crossroads" ของ UNAIDSยังกล่าวถึงทรัพยากรใน การต่อสู้กับโรคเอดส์ว่าการลงทุนต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อการรณรงค์รักษาและป้องกันโรคเอดส์ของ บรรดาประเทศที่มีรายได้ต่ าถึงปานกลาง หรือประเทศที่ก าลังพัฒนาทั้งหลาย เพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าใน ระหว่างปี พ.ศ.2544 ถึงปี พ.ศ.2552 กล่าวคือ เพิ่มจาก 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็น 15.9 พันล้านดอลลาร์ สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรของนานาชาติเพื่อการนี้ลดลงอย่างมาก ในปี พ.ศ.2553 จากเหตุผลที่ว่าการ ต่อสู้กับโรคเอดส์ของประเทศที่ก าลังพัฒนาส่วนใหญ่พึ่งพาทรัพยากรที่เป็นเงินบริจาคจากนานาชาติ